วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สาวน้อยประเเป้ง



ชื่อสามัญ                   Dumb Cane

ชื่อวิทยาศาสตร์        Dieffenbachia

วงศ์                            Araceae

ลักษณะโดยทั่วไป
สาวน้อยประแป้ง เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีลักษณะคล้ายพืชในตระกูลเขียวหมื่นปี แต่ใหญ่กว่า ลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อนกลม ตั้งตรงแข็งแรง มีข้อถี่ แตกใบอ่อนตรงส่วนยอดของลำต้นทีละใบ ก้านใบยาว ส่วนที่ติดกับลำต้นมีลักษณะเป็นกาบ ใบมีรูปร่างยาวเรียวคล้ายใบพาย โคนใบมน ปลายใบเรียวแหลม บางชนิดแหลมเกือบมน พื้นใบมีสีเขียวอ่อนถึงเขียวเข้ม ด่างสีขาว ครีม หรือเหลือง หรือมีจุดแต้มบนพื้นใบต่างกันไป ดอกของสาวน้อยประแป้งมีลักษณะคล้ายดอกหน้าวัว มีกาบอยู่เพียงกาบเดียวหุ้มแท่งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย โดยเกสรตัวผู้อยู่ส่วนบน และเกสรตัวเมียอยู่ส่วนล่าง ออกดอกเป็นกลุ่มส่วนมากมีสีเขียวอ่อน เวลาบานกาบจะแย้มออกเล็กน้อย ดอกของสาวน้อยประแป้งบางชนิดมีกลิ่นเหม็นมาก ยางของสาวน้อยประแป้งเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ ถ้าถูกผิวหนังจะทำให้คันมาก ถ้าเข้าปากจะทำให้ลิ้นบวมและขากรรไกรแข็ง หากกินเข้าไปอาจทำให้ตายได้

การปลูกเลี้ยงและดูแลรักษา
สาวน้อยประแป้ง เป็นไม้ที่ปลูกเลี้ยงดูแลรักษาง่าย ต้องการแสงแดดหรือแสงสว่างมากแต่ก็สามารถเจริญงอกงามได้ดีในที่มีแสงแดดรำไร แต่ถ้าให้ถูกแสงแดดโดยตรงจะทำให้ใบไหม้ได้ หากได้รับแสงเพียงด้านใดด้านหนึ่งจะทำให้ต้นเอียงไปทางด้านที่มีแสงมากกว่า ชอบสภาพดินฟ้าอากาศที่มีความชื้นสูง แต่บางชนิดก็สามารถปรับตัวให้อยู่ในที่มีความชื้นในอากาศปานกลางได้ สำหรับดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินที่มีส่วนผสมของอินทรียวัตถุ ปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยหมัก ระบายอากาศ ระบายน้ำได้ดี ไม่มีน้ำขังแฉะหรือแห้งเร็วเกินไป ปุ๋ยเคมีควรใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 10-10-10, 15-15-15 ในปริมาณน้อยๆ หรืออาจใช้ปุ๋ยละลายช้าเพื่อค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่ต้นก็ได้

การขยายพันธุ์
 การแยกหน่อ เป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลรวดเร็ว แต่ใช้ได้กับต้นที่มีหน่อเท่านั้น โดยตัดหน่อใหม่ที่มีใบ 2-3 ใบและที่โคนหน่อมีรากแล้ว ทารอยตัดด้วยปูนแดงรอให้แห้ง ก็สามารถนำไปปลูกได้ทันที


หน้าวัว









ชื่อวิทยาศาสตร์ :             Anthurium spp.
 วงศ์ :                              Araceae
 ชื่อสามัญ :                      Anthurium
 ชื่ออื่น ๆ :                       Flamingo flower, Pigg-tail flower, หน้าวัว
 ข้อมูลทั่วไปและประวัติ :
 หน้าวัวเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกในปี พ.ศ. 2440   หน้าวัวเป็นไม้ดอกที่มีความสำคัญ ตลาดต้องการมากใช้ดอกในการตบแต่งหรือปลูกเป็นไม้ประดับในร่ม เป็นไม้ที่เลี้ยงง่ายมาก สามารถออกดอกได้ตลอดปี

 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :หน้าวัวเป็นไม้ค่อนข้างไปทางไม้เลื้อย เนื่ออ่อนการเจริญมีลักษณะเป็นกอต้นจะโตสูงทิ้งใบล่าง สูงได้ 80-100 ซม.ใบมีลักษณะเป็นรูปร่างต่าง ๆกัน แต่ส่วนมากมีลักษณะเป็นรูปหัวใจ ใบของหน้าวัวบางชนิดมีใบสวยงามมาก ลักษณะคล้ายกำมะหยี่ละเอียดเป็นมัน ปลายใบแหลม บริเวณใต้ใบเส้นใบนูนเป็นสันขึ้นมา ต้นหนึ่งมีใบ4-8 ใบ  เมื่อมีใบใหม่จะมีดอกเกิดขึ้นตามมาเสมอ ดอกหน้าวัวเกิดจากตาที่อยู่เหนือก้านใบ โดยทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าจานรองดอกคือตัวดอก ตัวดอกที่แท้จริงนั้นมีขนาดเล็กเรียงกันอยู่บนปลีซึ่งเป็นส่วนของก้านดอก ดอกแต่ละดอกจะมีทั้งเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย แต่จะบานไม่พร้อมกัน เกสรตัวเมียจะบานก่อน

พลูด่าง


ชื่อวิทยาศาสตร์:  Scindapsus aureus Eagler

ชื่อวงศ์:                ARACEAE

ชื่อสามัญ:            Devil's lvy

ชื่อท้องถิ่น:          ราชินีหินอ่อน

ลักษณะวิสัย:       ไม้ล้มลุก

ลักษณะทั่วไป:
เป็นไม้เลื้อย  ใบกลมขนาดใหญ่  ปลายใบมนแหลม  ฐานใบมนแหลม  ฐานใบมนเว้า  พื้นใบเป็นสีเขียว  มีสีเหลืองด่างเป็นแถบ ๆ ตามแผ่นใบ  ออกใบ และรากตามข้อของลำต้นก้านใบยาว  โคนก้านใบแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้นตรงข้อ  เป็นพรรณไม้เลื้อยเขตร้อนลำต้นอ่อน  ใบเป็นรูปหัวใจ  สีเหลืองด่าง  สลับสีเขียวอ่อน  จะเลื้อยขึ้นในแนวดิ่งหรือปลูกให้เลื้อยไปตามฝาผนัง  มีรากอากาศ  มีดอกแต่ไม่สวยงาม  จึงนิยมเลี้ยงเป็นไม้ประดับใบการกระจายพันธุ์: เป็นไม้กลางแจ้งที่ชอบแสงแดด  ต้องการน้ำปานกลาง  ปลูกในกระถางตั้งหลักยึดปลูกในกระถางแขวนด้วยดินร่วนซุย  หรือจะใส่ขวดน้ำปลูกเลี้ยงก็ได้

การขยายพันธ์  :  โดยการตัดต้น  หรือยอดมาปักชำ


ประโยชน์:           ปลูกเป็นไม้ประดับภายในอาคาร  หรือปลูกเป็นไม้คลุมดิน  หรือพรางสายตาจากสิ่งที่ไม่น่ามอง

บอนสี




ชื่อวิทยาศาสตร์:   Caladium bicolor Vent.

ชื่อวงศ์:                  ARACEAE

ชื่อสามัญ:               Fancy Leaved Caladium, Heart of Jesus

ชื่อท้องถิ่น:            บอนฝรั่ง

ลักษณะวิสัย:          ไม้พุ่ม

ลักษณะทั่วไป:  
หัว  -  มีลักษณะคล้ายหัวมันฝรั่งหรือหัวเผือก  มีรากฝอยขนาดเล็กแตกรอบๆ หัว  และที่ใกล้ๆ กับหัวราก  หรือระหว่างรากจะมีหน่อเล็ก ๆ หรือที่เรียกกันว่า  เขี้ยว  ซึ่งสามารถงอกออกเป็นบอนต้นใหม่ได้
ใบ - บอนสีมีมาแต่โบราณมีรูปร่างคล้ายหัวใจ  หูใบยาวแต่ไม่ฉีกถึงสะดือ  ก้านใบอยู่กิ่งก้านใบ  ปลายใบแหลมหรือมนขึ้นอยู่กับสายพันธุ์  บอนไทย  ใบมักมีใบขนาดใหญ่สีสันสวยงามและใบดกไม่ทิ้งใบ
กาบ - คือส่วนที่ต่อจากหัวบอนกาบเป็นส่วนโคนของก้านใบ  แต่ไม่กลมเหมือนก้านใบคือมีลักษณะเป็นกาบ  คล้ายกาบใบผักกาด
ก้านใบ  - คือส่วนที่ต่อจากกาบใบขึ้นไปยังใบบอนที่กาบและก้าน  ใบนี้จะมีลักษณะของสีแตกต่างไปจากสีของกาบใบอย่างเห็นได้ชัด
สะโพก - คือส่วนด้านข้างของใบทั้งสองข้าง  อยู่บริเวณเหนือหูใบหรือแนวตรงกับสะดือใบ  มีลักษณะเว้าคอดลงจะเห็นได้ชัดในบอนใบไทย

การขยายพันธุ์:          การแยกหน่อ  การผ่าหัวบอน  การเพาะเมล็ด


การกระจายพันธุ์:      ประเทศไทยพบขึ้นทั่วไป

โกสน








ชื่อวิทยาศาสตร์:   Codiaeum variegatium (L.) Blume

ชื่อสามัญ:              Croton, Variegated Laurel, Garden Croton

ชื่ออื่น:                    กรีกะสม กรีสาเก โกรต๋น (ทั่วไป)

วงศ์:                        EUPHORBIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:
ไม้พุ่ม สูง 2-3 ม.ใบ ใบเรียงเวียนสลับ ใบเดี่ยว รูปใบมีหลายแบบ เช่นกลม แถบยาว รูปไข่แกมรูปหอกความกว้างยาวของใบไม่สามารถกำหนดได้ เนื่องจากมีความผันแปรมาก โคนใบแหลม ปลายใบแหลม บางครั้งมีเส้นกลางใบยื่นแล้วมีรยางค์แผ่เป็นใบเล็กๆ อีก 2 ใบ ขอบใบเรียบหรือเว้า บางต้นเว้าถึงเส้นกลางใบ แผ่นใบอาจบิดเป็นเกลียว มีสีต่างๆ เช่น ขาว เหลือง ส้ม ชมพู แดง ม่วงและดำดอก ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง ดอกแยกเพศ ช่อดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกเพศผู้มีดอกกลม เล็ก ดอกย่อยมี 30-60 ดอก กลีบดอก 5-6 กลีบ เกสรเพศผู้จำนวนมาก ช่อดอกเพศเมียตั้งขึ้น มี 10-20 ดอก ไม่มีกลีบดอก เกสรเพศเมียแยกเป็น 3 แฉก

 

กุหลาบ




        ชื่อวิทยาศาสตร์:       Rosa hybrida  
       
        ชื่อวงศ์:                      ROSACEAE 
 
        ชื่อสามัญ :                 Rose 

        ชื่ออื่นๆ :                     กุหลาบ 

        ถิ่นกำเนิด :                ทวีปเอเชีย 

        การขยายพันธุ์          เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง, ปักชำกิ่งและราก, ติดตา, ต่อกิ่ง, เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 
       
        จัดเป็นไม้ดอกประเภทพุ่ม-พลัดใบ มีลำต้นตั้งตรงหรือเลื้อย แข็งแรงมีใบย่อย 3-5 ใบ ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมันและมีรอยย่นเล็กน้อย ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มี 2 เพศในดอกเดียวกัน มีเกสรตัวผู้และตัวเมียเป็นจำนวนมาก มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน

ลีลาวดี


ชื่อสามัญ :                ลั่นทม หรือ ลีลาวดี(Lanthom)Temple tree , Pagoda tree , Frangipani

ชื่อวิทยาศาสตร์ :     Plumeria acuminata Art. Sym.:P. actifolia Poir.

ถิ่นกำเนิด                 เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ อินเดีย


วงศ์ :                         APOCYNACEAE

ลักษณะโดยทั่วไป :
ลีลาวดี เป็นไม้ยืนต้นมีขนาดจากที่เป็นพุ่มเตี้ยแคระสูงประมาณ0.6 เมตร จนถึงต้นใหญ่มากอาจที่สูงได้ถึง 12 เมตร ลำต้นแผ่กิ่งก้านสาขาและพุ่มใบสวยงามมีน้ำยางขนสีขาวเป็นพันธุ์ไม้ที่สลัดใบในฤดูแล้งก่อนที่จะผลิดอกผลิใบรุ่น ใหม่ชนิดและพันธุ์ที่มีลักษณะดี ต้องมีทรงพุ่มแน่น มีกิ่งก้านสาขามาก ใบดกที่ปลายกิ่ง มีช่อดอกใหญ่กิ่งที่ยังไม่แก่มีสีเขียวอ่อนนุ่มกิ่งที่แก่มีสีเทามีรอยตะปุ่มตะป่ำใบเป็นใบเดี่ยวมีการเรียงตัวสลับกันและหนาแน่น